15 ต.ค. 2559

ใจแทบสลาย พ่อไปไหน.. พ่อกลับมา เสียงร่ำไห้จากลูก ตะโกนร้องสุดเสียงถึงพ่อ ใครได้ฟังต่างกลั้นน้ำตาไม่ไหว ที่สุดแห่งความเจ็บปวด มีคลิป











วันนี้ (14 ต.ค. 2559) หลังจากคนไทยทั้งประเทศต่างตกอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจ จากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จนไพร่ฟ้าประชาชนพากันร่ำไห้ต่อการจากไปของ "พ่อหลวง" ในดวงใจลูกๆ ล่าสุด สมาชิก ทวิตเตอร์นามว่า @___gget ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอสุดสะเทือนใจ เมื่อลูกผู้ภักดีของพ่อ ต้องตะโกนร่ำไห้สุดเสียงหลังทราบข่าวร้ายว่าต่อจากนี้จะไม่ได้พบพ่ออีก ยิ่งทำให้คนรอบข้างหรือแม้กระทั่งคนที่ได้ชมคลิปดังกล่าวต่างสะเทือนหัวใจ ด้วยความอาลัยรักเป็นอย่างยิ่ง หากพ่อมองจากบนฟ้าแล้วได้ยิน พ่อคงรู้ว่าลูกๆรักพ่อมากแค่ไหน..







X



ฟังแล้วขนลุก!! ท่าน “นายกตู่” พูดทั้งน้ำตาต่อพระพักต์ พระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศก่อนสวรรคต ด้วยประโยคนี้!!





ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ นโรตม์ วรจินต์ ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวแสนประทับใจ และ สะเทือนใจในเวลาเดียวกันเกี่ยวกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ใจความดังนี้..





ท่านนายก
ท่านนายก

ท่านนายก

ท่านนายก
ท่านนายก

ท่านนายก








X



หมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล “ในหลวง” ในพระบรมโกศตลอด 100 วัน มีดังนี้ !





สำนักพระราชวังแจ้งหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยกำหนดการประจำวันตลอด 100 วัน หรือตามกำหนดไว้ทุกข์ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม เวลา 07.00 น.พระพิธีธรรมรับพระราชทานฉันเช้า เวลา 09.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม เวลา 11.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมฉันเพล เวลา 12.00 น.พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม และเวลา 15.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม เวลา 18.00 น. ประโคมย่ำยาม เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 21.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7วัน) จะมีขึ้นในวันพุธที่ 19 ต.ค. เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดพระธรรมคาถา แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์ สายสะพายมหาจักรี หรือสายสะพายมงกุฎไทย วันพฤหัสที่ 20 ตุลาคม เวลา 10.30 น. พระสงฆ์ 30 รูปสวดถวายพรพระ รับพระราชทานฉัน มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดพระธรรมคาถา ประเคนผ้าไตร พระ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษา แต่งกายเครื่องแบบครึ่งยศ ไว้ทุกข์





พิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) วันพฤหัสบดีที่ 27 ต.ค. เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 10 รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม การแต่งกายเครื่องแบบปรกติขาว ไว้ทุกข์ประดับเหรียญ วันศุกร์ที่ 28 ต.ค. เวลา 10.30 น. พระสงฆ์ 10 รูป สวดถวายพระพร รับพระราชทานฉัน ประเคนผ้าไตรพระ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษา สดับปกรณ์ แต่งกายเครื่องแบบปกติขาว ไว้ทุกข์ ประดับเหรียญ
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน มีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมถาคา แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์ สายสะพายจุลจอมเกล้า หรือสายสะพายมงกุฎไทย วันศุกร์ที่ 2 ธ.ค. เวลา 10.30 น. พระสงฆ์ 30 รูปสวดถวายพรพระ รับพระราชทานฉัน มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา ประเคนผ้าไตรพระ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษา แต่งกายเครื่องแบบครึ่งยศ ไว้ทุกข์
และพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100วัน) วันศุกร์ที่ 20 ม.ค.2560 เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์ สายสะพายจุลจอมเกล้า หรือสายสะพายมงกุฏไทย วันเสาร์ที่ 21 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น. พระสงฆ์ 30 รูป สวดถวายพระพร รับพระราชทานฉัน มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูป สวดธรรมคาถา ประเคนผ้าผ้าไตรพระ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษา แต่งกายเครื่องแบบครึ่งยศ ไว้ทุกข์







X



14 ต.ค. 2559

แชร์ว่อน!! อะไร??..ซ่อนอยู่ในธนบัตรมูลค่า 1,000 บาท เป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน





เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่เรา หรือใครหลายคนมองข้ามไป เกี่ยวกับธนบัตรที่เราใช้ซื้อหาสิ่งดำรงชีวิต ความสะดวกสบายต่างๆนานา แล้วเรียกมันว่าความสุข.. แต่จะมีกี่คนที่รู้คุณค่าที่แท้จริง ของธนบัตรว่าได้แฝงแง่คิดอะไรดีๆซ่อนอยู่อีกมากมาย อย่าง"พระราชดำหริของในหลวง"
 
 จากกระทู้หนึ่งในเว็บไซต์พันทิปได้มีการแชร์เรื่องราวที่น่าสนใจ เกี่ยวกับธนบัตรมูลค่า 1,000 บาท โดยสมาชิกท่านหนึ่งใช้ชื่อว่าSsK-G-ปรเชษฐ์พัลโหม ได้นำเสนอเรื่องที่เจ้าตัวก็เพิ่งทราบมาจากอาจารย์ ถึงคุณค่า และความหมายที่แท้จริงของธนบัตรมูลค่า 1,000 บาท  ข้อความระบุว่า
 
"วันนี้ผมได้ไปเรียนตามปกติ แล้วสิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น
อาจารย์ได้ถามถึงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องนี้ผมทราบดีอยู่แล้วครับ ว่า 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 
ตอบไปก็ถูกครับ จากนั้นคำถามก็เป็นคำถามต่อที่ว่า ในชีวิตประจำวันเราได้สัมผัสกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรบ้าง ??งงล่ะสิครับ อาจด้วยผมยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของแนวคิดนี้ อีกอย่าง เน้นว่า ที่เราสามารถปฎิบัติจริงๆ ในชีวิตประจำวัน
 
จริงๆคำถามไม่ยากครับ ก็แค่บอกว่า ประหยัด อดออม มัธยัสถ์ แต่ติดตรงที่ว่า ในสถานการณ์ชีวิตจริง บางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้ ทุกคนในห้องเงียบ.........อาจารย์ใบ้มาอีกว่า เราทุกคนเคยสัมผัส และแนวคิดนี้อยู่ใกล้กับตัวเรามาก ...........ทุกคนในห้องยังเงียบ
รู้มั๊ยครับว่า เศรษฐกิจพอเพียงอยู่ใกล้ชิดกับเราอย่างไร ผมขอเฉลยเลยครับว่า มันอยู่ใน ธนบัตร 1,000 บาทที่เราใช้กันทุกวันนี้แหละแต่ความหมายที่อาจารย์อธิบาย มันทำให้ผมอึ้ง!!ยิ่งกว่านั้นครับ ......อึ้งจนทำให้ผมเวลาที่จะใช้จ่ายเงินต้องคิดตลอดเวลา อาจารย์อธิบายว่า..





ในธนบัตร 1000 บาท มีพระราชดำหริของในหลวงอยู่ พระองค์ทรงสอนเราทุกคนเสมอ แต่เราทุกคนยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง 
 
ในธนบัตร จะมีทั้งพระราชดำรัส และภาพที่แสดงถึงเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงอยากให้พวกเราปฏิบัติเช่นนั้น เพื่อความสงบสุขของประชาชน นอกจากนี้ในภาพพระองค์ฉลองพระองค์เป็นภาพทรงงาน มีแผนที่ กล้องถ่ายภาพ หากใครจำได้ ภาพนี้คือภาพที่พระองค์ทรงงานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎร ที่ทุรกันดารเพียงใด ท่านไม่เคยย่อท้อ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นั่นก็คือ น้ำให้ชีวิต นอกจากนี้อาจารย์ยังบอกว่า ทำไมต้องเอามาอยู่ในแบงค์ 1000 ทำไมไม่เอาไปใส่ไว้ในแบงค์อื่น ก็เพราะแบงค์พันเป็นหน่วยธนบัตรที่ใหญ่ที่สุด การจะใช้จ่ายเงินทองออกไปสมควรที่จะคิดให้ดีๆก่อนที่จะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย นอกเหนือเกินความจำเป็น
 
และประโยคเด็ดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องประหยัดให้มากกว่านี้ ก็คือ "คนส่วนมากรู้แค่มูลค่าของมัน แต่จะมีสักกี่คน ที่รู้ คุณค่า ของ ธนบัตรนี้"
 
 
 
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ..







X



เผยเรื่องราวสุดประทับใจ "เสี่ยปลอม" เมื่อในหลวงทรงส่งคนปลอมตัวเป็นเสี่ย เพื่อซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่ถูกจับได้





เผยเรื่องราวสุดประทับใจ "เสี่ยปลอม" เมื่อในหลวงทรงส่งคนปลอมตัวเป็นเสี่ย เพื่อซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่ถูกจับได้!!
ยังอยู่ในช่วงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่เทิดทูนของผองพสกนิกรชาวไทยพำนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชขณะนี้ ทำให้ชาวไทยทุกคนต่างออกมาแสดงความจงรักภักดี และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณนานับประการของพระองค์ เช่นเดียวกับผู้ใช้เว็บไซด์ "เด็กดี" ที่ออกมาแชร์เรื่องราวจากหนังสือ "ที่สุดของหัวใจ"  สำนักพิมพ์กันตนา
 
 
 
โดยเรื่องราวนี้ได้รับการเล่าจาก  มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อดีตเลขาธิการสำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหารระดับ 11)





.มีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา หรือนำมาจัดสรรแบ่งแปลงให้กับผู้ยากไร้ไว้ทำกิน ด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง
 
...เป็นการบังเอิญที่ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งซึ่งปลอมตัวเป็น "เสี่ย" นักจัดสรรที่ดินเข้าไปเจรจาซื้อที่ดินในรายนี้ด้วย จึงจำได้แน่ชัดถึงบรรยากาศเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า มีชาวบ้านเป็นกลุ่มๆ ออกมายืนมองและซุบซิบกันทำนองประหลาดใจว่า เหตุใดจึงมีผู้สนใจจะซื้อที่ที่ไม่น่าสนใจแถวนี้ ...หรือว่าพวกเสี่ยที่มาถามซื้อที่ที่นี่เป็นพวกหลอกลวงสิบแปดมงกุฎ เพราะดูไปจริงๆ แล้ว ราศีของเสี่ยหรือเศรษฐีก็ไม่ได้จับอยู่ที่ใครเลย มิหนำซ้ำยังหน้าตาแปลกๆ บางคนสูงเกินไป บางคนคล้ำเกินไป บางคนใส่แว่นหนาเตอะ
 
...ประโยคแรกๆ ที่ลุงเจ้าของบ้านและเจ้าของที่ถามไถ่ก็คือ
 
"ใครคือคนที่จะมาซื้อที่" ...ก็ต้องตอบไปว่า "ผู้ใหญ่ ท่านจะมาซื้อที่" ครั้นลุงถามว่า "เอาที่แบบนี้ไปทำอะไรกัน" ก็ต้องตอบว่า "เอาไปทำประโยชน์" ประโยชน์อะไร จัดสรรหรือ? ทำคอนโดหรือ? ลุงก็ได้รับคำตอบให้งุนงงต่อไปว่า "ไม่ใช่ทั้งนั้น" ท้ายที่สุดลุงและคณะชักตาเขียวและสีหน้าไม่ดี เหล่าบรรดากองเชียร์ชักพูดแซมขึ้นมาบ้างว่า "อีแบบนี้ ถ้าจะเสียเวลาเปล่า! เจ้าของเขาไม่รีบร้อนขายหรอก เพราะเงินทองก็พอมีไม่เดือดร้อน"
 
 
 
คณะเสี่ยปลอมรู้สึกสถานการณ์จะคับขัน ก็เลยบอกผู้ใหญ่จะเอาไปทำประโยชน์ให้กับประชาชนแถวนี้เอง ทำประโยชน์กับชุมชนนี้ไม่ได้เอาไปขายต่อ หรือจัดสรรเอากำไรเข้าพกเข้าห่อแต่อย่างใด ลุงถามว่า "มีด้วยหรือ ผู้ใหญ่แบบนี้ หรือจะเป็นนายก" พวกเรารีบแทรกว่า "ใช่แล้ว... นายกให้มาซื้อ"
 
ลุงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีกลับไปกลับมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นปฏิทินที่แขวนไว้ข้างฝา เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงงานอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเสี่ยปลอมทั้งหลายครบทุกคนยืนอยู่ข้างหลังพระองค์ ลุงมองหน้าทุกคนอย่างตกใจเล็กน้อย
 
 
 
"เอ๊ะ คนนี้ก็ใช่ คนนั้นก็ใช่... หรือว่าผู้ใหญ่ที่จะมาซื้อที่นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
 
เมื่อความแตก ลุงและชาวบ้านวัดมงคลก็ปีติตื่นเต้นเป็นล้นพ้น... ในท้ายที่สุด ลุงเจ้าของที่โดยการสนับสนุนของสมาชิกละแวกวัดมงคล และญาติพี่น้องทั้งปวง ก็ตกลงขายที่จำนวน 15 ไร่ ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำมาทดลองแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" ทางด้านเกษตรกรรม
 
...ก่อนลาจากกัน ลุงเจ้าของที่ต่อว่าคณะเสี่ยปลอม "ไหนแต่แรกว่านายกมาซื้อที่ไง..." เสี่ยปลอมทั้งหลายไม่ตอบคำถามนี้ แต่ในใจทุกคนคิดว่า ก็ใช่น่ะสิ นายกแท้ๆ เลย แต่เป็น "นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิชัยพัฒนา"
 
ขอบคุณที่มาจาก : หนังสือ ที่สุดของหัวใจ สำนักพิมพ์กันตนา
dek-d.com
ที่มา http://www.news-lifestyle.com/content/159191/







X



9 เรื่อง ยิ่งใหญ่ !! "พ่อหลวง ร.9" ของแผ่นดินไทย





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี บุคคลสำคัญที่สุดของแผ่นดินไทย ไทยรัฐออนไลน์ รวม 9 เรื่องยิ่งใหญ่มาให้รู้กัน...


1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470  
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพในราชสกุล มหิดล อันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เสด็จพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น
2.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ พระชนมายุยังไม่เต็ม 19 พรรษา ไม่ทรงรู้พระองค์มาก่อนว่าจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย และขณะนั้นกำลังทรงศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยโลซาน ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
3.เถลิงถวัลยราชสมบัติ 9 มิถุนายน 2489
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 สืบแทนสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งเสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์นานที่สุดในโลกที่มีพระชนมชีพอยู่ และยาวนานที่สุดในประเทศไทย
4.ในหลวงไม่ทิ้งประชาชน
เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ว่า จะทรงครองราชสมบัติเพียงชั่วระยะเวลาจัดงานพระบรมศพพระบรมเชษฐาให้สมเกียรติเท่านั้น แต่ความจงรักภักดีของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ที่มีต่อพระองค์อย่างแน่นแฟ้น ยังผลให้ตัดสินพระราชหฤทัยรับราชสมบัติ  
ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในวันเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489 เพื่อทรงศึกษาวิชาการเพิ่มเติม ระหว่างประทับรถพระที่นั่งไปสู่สนามบินดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า “ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน” ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”
5.การตัดสินพระทัยรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์
การตัดสินพระทัยรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศไทยและคนไทยคลายความโศกเศร้าที่ต้องเสียพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลไปเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศไทยและคนไทยได้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ผู้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะอุทิศทั้งพระวรกายและพระหฤทัย เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ในทันทีที่ทรงรับราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาจากวิชาวิทยาศาสตร์ไปเป็นวิชาสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ โดยที่ทรงเห็นว่าเป็นวิชาที่สำคัญและจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศ





6. พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประชาชน
ตลอดระยะเวลาที่ทรงอยู่ในฐานะพระมหากษัตยริย์ พระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปฏิบัติมานั้น เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เวลาคิดถึงแต่การที่จะบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประชาชน คนไทยส่วนใหญ่เป็นกสิกร อาศัยดินและน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพ เพราะฉะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษในเรื่องดินและน้ำ ยังทรงคิดค้นหาวิธีที่จะให้กสิกรได้ใช้ประโยชน์จากพื้นดินและแหล่งน้ำในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปสารทิศใดก็ตาม ทรงศึกษาทั้งสองเรื่องอย่างละเอียดลึกซึ้ง
7. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ครั้งแรก
เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาคนโตของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ครั้งแรกที่กรุงปารีส เมื่อ พ.ศ.2490 ขณะนั้นพระบิดาทรงเป็นอัครราชทูตและครอบครัวได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเสมอ
เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 ได้เกิดงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสจัดขึ้น ณ พระตำหนักใหม่วังสระปทุม วันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระตำหนักชั้นบนพร้อมด้วยหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ถวายดอกไม้ธูปเทียนแพแด่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าตอนกลางคืนมีงานพระราชทานเลี้ยงเป็นการภายใน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในหมู่พระประยูรญาติและข้าราชบริพารใกล้ชิดไม่เกิน 20 คน นับเป็นงานฉลองพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสที่เล็กที่สุดงานหนึ่ง  

8.เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
ต่อมา วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตยริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเปล่งเสียงพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม หลังจากนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
9.พ่อของแผ่นดิน ทศพิธราชธรรม
ทศพิธราชธรรม หรือ ราชธรรม 10 เป็นธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน หรือคุณสมบัติของนักปกครองที่ดี สามารถปกครองแผ่นดินโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน มีด้วยกัน 10 ประการ คือ
1. ทาน การให้ทรัพย์สินสิ่งของ
2. ศีล ความประพฤติดีงาม
3.ปริจจาคะ ความเสียสละ
4.อาชชวะ ความซื่อตรง
5.มัททวะ ความอ่อนโยน
6.ตปะ ความทรงเดชเผากิเลสตัณหา ไม่หมกมุ่นในความสุขสำราญ
7.อักโกธะ ความไม่กริ้วโกรธ
8.อวิหิงสา ความไม่ข่มเหงเบียดเบียน
9.ขันติ ความอดทนเข้มแข็ง ไม่ท้อถอย
10.อวิโรธนะ ความไม่คลาดธรรม

ที่มา : หนังสือ พระเจ้าอยู่หัว กระทรวงศึกษาธิการ







X



บ้านพัก “ในหลวง” บ้านเลขที่ 1 ใน “โครงการชั่งหัวมัน”

บ้านพัก “ในหลวง” บ้านเลขที่ 1 ใน “โครงการชั่งหัวมัน”




“บ้านเลขที่ 1” ในโครงการชั่งหัวมันฯ เป็นบ้านพักส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือโฉนดและมีชื่อในทะเบียนบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 5 บ้านหนองคอไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยทรงขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรทำไร่
เหตุที่เรียก “ชั่งหัวมัน” หลายคนที่ยังไม่รู้…เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล ทรงมีพระราชประสงค์ให้นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวายวางไว้บนตาชั่งแบบโบราณ แล้วพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ พอพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวล จึงพบว่า มันเทศที่วางบนตาชั่งมีใบงอกออกมา จึงรับสั่งให้นำหัวมันนั้นไปปลูกใส่กระถางไว้ในวังไกลกังวล แล้วทรงมีพระราชดำรัสให้หา พื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศ “พระองค์ท่านมองว่า…ถ้าดินที่มีอยู่แล้ว พัฒนาปรับปรุง ก็น่าจะปลูกอะไรขึ้นได้ง่ายกว่า 






ทุ่งกังหันลมผลิตไฟฟ้า
นอกจากแม่แบบด้านการเกษตรแล้ว ยังมี กังหันลมผลิตไฟฟ้า ตามนโยบายรัฐบาลที่ใช้พลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้า มีกำลังการผลิตขนาด ๕๐ กิโลวัตต์ ปัจจุบันมีทั้งหมด ๒๐ ต้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะดำเนินการเข้ามารับซื้อพลังงานสะอาดที่ได้นี้ต่อไป
ไฟฟ้าพลังงานสะอาดไม่ได้ใช้หมุนเวียนในไร่ ผลิตได้เท่าไร จะเอาไปหักลบกับพลังงานที่ใช้ ทุกเดือนจะมีเงินเหลือ การไฟฟ้าฯ ตีเช็คกลับคืนมา ๓-๔ ครั้งแล้ว
โครงการชั่งหัวมันฯ เป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนโดยทั่วไป แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด
ช่วงหลังก็มีการทำการเกษตรอินทรีย์ การเกษตรผสมผสาน แล้วชาวบ้านก็มาช่วยทำงาน เป็นตัวอย่างการทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่เขตแล้ง
โครงการนี้เป็นเสมือนแปลงทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น อันได้แก่ มะนาว มะพร้าวชมพู่เพชร และพืชไร่ พืชสวน อะไรอีกจิปาถะมากมายที่ไม่รู้จักหรือไม่ มีความรู้พอจะเขียนถึงมีการขุดบ่อ (หรือในโครงการคือเขื่อน)เพื่อเก็บกักน้ำ มีกังหันและโซล่าเซลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเหมือนจะเป็นแบบทดลองตัวอย่างแก่เกษตรกรโดยรอบ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิตแบบพึ่งพาตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใด พอมีข่าวในหลวงเสด็จมาตั้งโครงการปั๊บชาวบ้านแถวนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ หลายคนถวายแรงกายแรงใจ เข้ามาช่วยงานในโครงการฟรีชาวบ้านบางคนที่ทำงานอยู่ในนั้นพูดอวดใครต่อใครที่มาเยือนว่าได้ก้มลงกราบฝ่าพระบาทถวายตัวรับใช้งานพูดไปน้ำตาไหลไปมีความภาคภูมิใจในถิ่นที่เกิดและอาชีพของตัวเอง นี่คือเรื่องราวๆ ดีๆเพียงไม่กี่เรื่องในรอบปีที่ได้รู้แล้วก็อยากเอามาเล่าต่อ
ในขณะที่กลุ่มแอนตี้รอยัลลิสต์ที่เขียนโจมตีโครงการในพระราชดำริในเว็บบอร์ดของตัวเองว่าเป็นโครงการที่ไม่เคยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
วันนี้อยากพูดกรอกหูคนเหล่านั้นว่าอย่างน้อยโครงการนี้ก็เป็นโครงการที่เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มีประโยชน์เพื่อการพัฒนารากเหง้าของชาวบ้านที่แท้จริงไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานฝรั่ง แต่เอารากที่เมืองไทยมี คือการเกษตรมาพัฒนา ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ไม่ต้องตามตลาดโลก ไม่ต้องป่าวประกาศไม่ต้องออกข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ทำอย่างเงียบๆทำดีอย่างที่ในหลวงบอกคนไทยเสมอว่าเป็นการ “ปิดทองหลังพระ”อย่างแท้จริงและงานแบบนี้ ถ้าในหลวงไม่ทำก็อย่าหวังว่ารัฐบาลชุดไหนจะมาทำให้คนไทย รับรองได้ว่าไม่มีแน่ๆ
 
ที่มา: http://108thinks.blogspot.com/2014/12/1_5.html







X



13 ต.ค. 2559

ข้อความจากฝรั่ง ซาบซึ้งพระบารมี ขอนับเมืองไทยเป็นบ้านด้วยความภูมิใจ





โลกโซเชี่ยล มีการแชร์ข้อความจาก “กินฝรั่ง – กับ เคลเล็น เจมส์” ซึ่งชายคนนี้เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่รู้จักกันดีในโลกออนไลน์ โดยเคลเล็น เขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษ แปลความได้ว่า “ในฐานะชาวอเมริกัน ผมคงไม่รู้จักในหลวงภูมิพลดีเท่ากับคนไทย ผมจะไม่เสแสร้งว่าผมรู้จักพระองค์ท่านเท่ากับคนไทย แต่ที่ผมรู้อย่างแน่นอนคือ คนไทยมากมายจากทั่วประเทศรักพระองค์มาก ผมเห็นพระพักตร์ท่านในร้านค้า ห้องเรียน และตามบ้าน ทุกหนทุกแห่งนับไม่ถ้วน ผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโครงการกุศล และงานด้านมนุษยธรรมของพระองค์ ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้คนหลายล้าน ทั้งในประเทศไทยและในต่างแดน





ผมนับเมืองไทยเป็นบ้านของผม ณ ตอนนี้ด้วยความภูมิใจ ผมไม่ใช่พลเมืองไทย แต่ผมเป็นผู้พำนักที่ให้การสนับสนุน และให้ความเคารพแก่ประชาชนไทย ในประเทศไทยที่สวยงามแห่งนี้ ในขณะที่เราเฝ้าติดตามข่าวกันอยู่นี้ ผมขอถวายความห่วงใยและพลังใจ แด่พระองค์ท่าน ครอบครัวของพระองค์ และมอบความปรารถนาดีให้กับเมืองไทย ทรงพระเจริญ”







X



12 ต.ค. 2559

น่าชื่นชมจริงๆ คลิป 2 นิสิตพยาบาลชุมชนขี่จยย.ออกเยี่ยมคนป่วยในที่ทุรกันดาน







คลิปนี้กำลังปแชร์และเป็นที่ชื่นชมในโลกออนไลน์ เมื่อคุณ Chamail Chamail และ Neena Neena 2 พยาบาลชุมชนที่จ.บุรีรัมย์ ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ขี่จักรยานยนต์ออกตรวจเยี่ยมคนไข้ในพื้นที่ทุรกันดาน โดยพบอุปสรรคถนนมีน้ำท่วมขังเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่พยาบาลทั้ง 2 คนก็ยังมุมานะ บุกบั่นไปเยี่ยมคนไข้จนได้





โดยคุณ ระบุว่า “จะไลฟ์สดก็กลัวเพื่อนว่า ลำบากไม่จริงนะคะ สู้เด้อสู้ เด้อพี่น้องงงง พยาบาลชุมชนทึกและบึกบึน ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่ที่เดียว5555”

ต่อมาข่าวสดออนไลน์ได้สัมภาษณ์ น.ส.ประกายทิพย์ หรือน้องชาเมล์ สุรเสียง นิสิตพยาบาลปี 4 มหาวิทยาลัยเวสต์เทิร์น วิทยาเขตบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นคนที่ถ่ายคลิปดังกล่าว โดยน้องชาเมล์กล่าวว่า คลิปที่ลงไปนั้นเป็นการออกฝึกภาคสนามพร้อมกับน.ส.สุไฮณี บิง เพื่อนนิสิตพยาบาลปี 4 เช่นกัน เป็นการปฏิบัติการพยาบาลชุมชน



“โดยวันนี้ลงพื้นที่รพ.สต.บ้านสวายสอ อ.เมืองบุรีรัมย์ และลงประชาคมพูดคุยกับชาวบ้านหมู่ที่ 5 บ้านรุนตะวันออก อ.เมืองบุรีรัมย์ โดยขี่รถจักรยานยนต์ผ่านถนนลูกรัง ค่อนข้างลำบาก แต่พวกตนก็มีใจรักกับงานพยาบาล ชอบงานแบบนี้ เพราะได้ช่วยเหลือชาวบ้าน ช่วยเหลือผู้ป่วย”น้องชาเมล์กล่าว
Source:https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_48060







X



หวยเด็ดน้องเมีย บน-ล่างไม่ต้องกลับ งวด 16/10/59---- ถ้าชอบกดไลค์ กดแชร์ด้วยนะคับ







ข้อมูลหวยเด็ดชุดนี้เป็นเพียงแนวทางในการเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาล





หวยเด็ดน้องเมีย บน-ล่างไม่ต้องกลับ งวด 16/10/59








X



มาแล้ว!! เลขเด็ด‘พญาเต่างอย’ คึกคักแห่ไหว้-งวดที่แล้วถูกอื้อ เข้าฝันอีก-เลขโผล่ท้องเต่า





มาแล้ว!! เลขเด็ดพญาเต่างอย’ งวดที่แล้วถูกอื้อ

วันนี้ (12 ต.ค. 59) บรรยากาศก่อนวันหวยออก ที่บริเวณสวนสาธารณะริมน้ำพุงบ้านเต่างอย ที่ตั้งรูปปั้น พญาเต่างอย” อ.เต่างอย จ.สกลนคร พบว่ามีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ พร้อมนำดอกไม้ธูปเทียน มาขอโชคลาภกันจำนวนมาก

นายบุญเตรียม งอยผาลา นายก อบต.เต่างอย กล่าวว่า หลังวันที่ 10 เป็นต้นมา มีประชาชนเดินทางมาไหว้พญาเต่างอยกันคึกคัก และมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา ทั้งนี้ ด้วยความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพญาเต่างอยที่ให้โชคลาภแก่ผู้มาไหว้ และทุกๆ งวดจะไม่ทำให้ผิดหวัง สำหรับงวดนี้ มีชาวบ้านที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดบอกว่ามีพญาเต่าไปเข้าฝัน บอกให้มาไหว้แล้วจะมีโชค จึงได้เดินทางมา พร้อมกับบอกว่า พญาเต่างอยดลบันดาลให้มองเห็นเลข 41 หลังจากไหว้แล้วจึงออกมาเดินซื้อลอตเตอรี่ แล้วกลับไป ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้เซียนหวยที่เดินทางมาไหว้ต่างก็นำมาเป็นเลขเด็ดในงวดนี้







นอกจากนั้นยังพบว่า ลูกหลานพญาเต่างอยออกมาเดินเพ่นพ่านมากเป็นพิเศษ โดยเดินตามฐานรูปปั้นแล้วเดินลงลำน้ำพุงไป

ขณะที่ นางสีทัศ จากจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ไม่เคยมาไหว้ ได้ยินแต่ข่าว และได้ฝันเห็นพญาเต่างอย ตัวขนาดใหญ่ จึงชวนเพื่อนญาติธรรมเดินทางมาทำบุญไหว้พระ และอยากมาไหว้พญาเต่างอย พอเข้าเขต จ.สกลนคร ในช่วงเช้า เห็นเต่าเดินอยู่ริมถนน จึงบอกให้คนขับจอดรถ และลงไปอุ้มเต่ามา โดยบอกเต่าว่าจะพาไปที่พญาเต่างอย พอมาถึงจึงทำพิธีปล่อย พบตัวเลขไทย 13 ที่ท้องเต่า จึงนำมาซื้อลอตเตอรี่ไว้ ชุด เผื่อโชคดี คิดว่าน่าจะมีโชคเพราะเดินทางมาก็พบเต่า โบราณว่าใครพบเต่าจะมีโชค (ยิ้ม)







X



โคตรสยอง!!!ลูกสาววัย 4ขวบ คันหู ร้องไห้งอแงไม่หยุด คิดว่าลูกเรียกร้องความสนใจ พาพบแพทย์ถึงกับผงะ!!สิ่งที่อยู่ในหูลูก!!??รู้แล้วควรระวังให้มาก!





เด็กหญิงชาวอินเดียวัย 4 ขวบ คันและเจ็บหูอย่างหนักมานานกว่าสัปดาห์ พอไปพบแพทย์ถึงกับช็อก หนอนไชอยู่ในหูกว่า 80 ตัว เผยถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้อาจไชถึงสมองได้ อันตรายถึงชีวิต

        เว็บไซต์มิเรอร์ของอังกฤษ เผยว่า เด็กหญิงราธิกา มันโดลย วัย 4 ขวบ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในรัฐมัธยประเทศของอินเดีย เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในหูของเธอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เธอรู้สึกคัน ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวด แต่เมื่อเธอแสดงออกถึงความเจ็บปวด พ่อและแม่กลับคิดว่าเธอทำท่าเว่อร์วังเกินจริง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ราธิการ้องไห้หนักมากและร้องไม่หยุด พ่อและแม่จึงรีบนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลทันที
       หลังจากตรวจสอบสาเหตุของอาการเจ็บปวดที่หูแล้ว นายแพทย์ราช กุมาร มันธรา หัวหน้าทีมแพทย์แผนกหู คอ จมูก ของโรงพยาบาลมหาราชา เยชวันเทรา ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีหนอนแมลงวันอยู่ในหูของเธอกว่า 80 ตัว และคาดว่ามันน่าจะอยู่ในหูของเด็กหญิงมามากกว่า 1 สัปดาห์







"ผมช็อกมากเลยที่ได้เห็นแมลงวันเข้าไปวางไข่ในหูคนมากมายขนาดนี้ แมลงวันชนิดนี้จะตามกลิ่นเหม็นและไม่สะอาดเข้าไป แล้วก็วางไข่ในนั้น ที่ผ่านมาเราเคยได้พบเคสแบบนี้มาบ้าง แต่มีแค่ 2-3 ตัวเท่านั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เราได้เห็นจำนวนมากแบบนี้"

        โดยไม่รอช้า แพทย์ได้นำหนอนแมลงวันออกจากหูของเด็กหญิง โดยใช้เวลาร่วม 90 นาที และหลังจากสามารถนำหนอนออกมากว่า 80 ตัว แพทย์ก็ได้ตรวจเช็กอีกรอบ ก็ไม่พบหนอนหลงเหลืออยู่ในหู จึงคาดว่าไม่มีหนอนอยู่ในหูแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหญิงยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เธอต้องเข้ารับการรักษาแผลที่หูต่อ เพราะหนอนได้ชอนไชเนื้อเยื่อจนเสียหายไปส่วนหนึ่ง 

        นอกจากนี้นายแพทย์ราชยังเปิดเผยด้วยว่า ผล MRI Scan ปรากฏออกมาว่าหนอนไม่ไชไปถึงสมอง นับเป็นโชคดีมาก หากปล่อยไว้อีกแค่ 1 สัปดาห์ มันจะไชไปถึงสมองได้ และอาจมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

ภาพจาก vesselnews.io







X